เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร

กดติดตาม “ทีวีพูล”

banner

วันนี้ (19 ม.ค. 69) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานความคืบหน้าเหตุประท้วงครั้งใหญ่ในอิหร่าน ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา จากความไม่พอใจปัญหาเศรษฐกิจ ก่อนจะลุกลามเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการปกครอง และนำไปสู่การปะทะกับเจ้าหน้าที่อย่างรุนแรงในหลายพื้นที่

เจ้าหน้าที่อิหร่านรายหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ (18 ม.ค. 69) ว่า ทางการตรวจสอบพบผู้เสียชีวิตจากเหตุประท้วงแล้วอย่างน้อย 5,000 คน ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยราว 500 นาย โดยกล่าวโทษว่า กลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มติดอาวุธเป็นผู้สังหาร “ชาวอิหร่านผู้บริสุทธิ์” พร้อมอ้างว่า อิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธจากต่างชาติให้การสนับสนุนอาวุธแก่ผู้ประท้วง

ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชน HRANA ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ รายงานเมื่อวันเสาร์ (17 ม.ค. 69) ว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3,308 คน และอีก 4,382 คนอยู่ระหว่างการตรวจสอบตัวเลข พร้อมยืนยันว่ามีผู้ถูกจับกุมแล้วกว่า 24,000 คน

ด้าน อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวโทษประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่าเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายที่ยืดเยื้อ พร้อมเรียกผู้นำสหรัฐฯ ว่าเป็น “อาชญากร”

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะเข้าแทรกแซง หากผู้ประท้วงยังถูกสังหารหรือถูกประหารชีวิต โดยเมื่อวันศุกร์ (16 ม.ค. 69) ทรัมป์กล่าวขอบคุณผู้นำอิหร่านที่ยุติการแขวนคอหมู่ ซึ่งทางอิหร่านออกมายืนยันว่า “ไม่มีแผนจะแขวนคอใคร”

ด้าน โมฮัมหมัด โมวาเฮดี อาซาด อัยการสูงสุดของอิหร่าน ระบุว่า ผู้ถูกจับกุมจากเหตุจลาจลจะได้รับโทษอย่างหนัก รวมถึงผู้ที่ให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ ผู้โจมตีเจ้าหน้าที่และทรัพย์สินของรัฐ โดยเข้าข่ายความผิดฐาน “โมฮาเรบ” ซึ่งเป็นคำทางกฎหมายอิสลาม หมายถึงการทำสงครามกับรัฐ และมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตตามกฎหมายอิหร่าน