เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 มกราคม 2569 ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (กองปราบฯ) นายอี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมด้วย นายสุเชษฐ์ และกลุ่มผู้เสียหายกว่า 10 ราย เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ น.ส.อุรัสยา (สงวนนามสกุล) หรือ “ชมพู่” ท้าวแชร์รายใหญ่ในจังหวัดเพชรบุรี หลังถูกโกงเงินแชร์ รวมมูลค่าความเสียหายเกือบ 4 ล้านบาท
คดีดังกล่าวตกเป็นที่สนใจของสังคม เนื่องจากก่อนหน้านี้มีรายงานว่า “ชมพู่” ปรากฏตัวร่วมกิจกรรมหาเสียงกับผู้สมัคร ส.ส. ในจังหวัดกาฬสินธุ์ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองต้นเรื่องได้ออกมาชี้แจงภายหลังว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเพียงผู้สนับสนุน (FC) ผู้สมัครเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ช่วยหาเสียงแต่อย่างใด
กลุ่มผู้เสียหายเปิดเผยว่า เหตุการณ์เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2565 เมื่อ “ชมพู่” ติดต่อไปยังผู้เสียหายหลายรายผ่านทาง Facebook โดยเฉพาะผู้ที่เคยโพสต์เตือนภัยถูกโกงแชร์มาก่อน ทำทีเข้ามาปลอบใจและชักชวนให้ร่วมวงแชร์ พร้อมยืนยันว่าเป็นวงที่ปลอดภัย ได้รับเงินตรงเวลา ไม่มีเบี้ยว ในช่วงแรกมีการจ่ายเงินตามปกติ จนสร้างความเชื่อใจให้กับลูกแชร์จำนวนมาก
ต่อมาในปี 2566 เริ่มมีการบ่ายเบี่ยง ไม่จ่ายเงินตามกำหนด ก่อนจะล้มวงแชร์และหลบหนีไปในที่สุด แม้ผู้เสียหายบางส่วนจะฟ้องคดีแพ่งและชนะคดีแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินคืนแม้แต่บาทเดียว ขณะที่คดีอาญาในชั้นต้นศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ทำให้ผู้เสียหายต้องรวมตัวเข้าร้องเรียนต่อ บก.ปอศ. เพื่อขอให้พิจารณาดำเนินคดีในข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน” อีกครั้ง
ผู้เสียหายรายหนึ่งสูญเงินกว่า 400,000 บาท เปิดเผยว่า หลงเชื่อเพราะคำพูดที่น่าเชื่อถือของท้าวแชร์ ขณะที่ผู้เสียหายอีกรายสูญเงิน 300,000 บาท ซึ่งเป็นเงินเก็บเพื่อสร้างอนาคต ส่วนผู้เสียหายอีกรายซึ่งกำลังตั้งครรภ์ สูญเงิน 89,000 บาท เล่าทั้งน้ำตาว่า เคยพยายามฆ่าตัวตายถึง 2 ครั้ง เนื่องจากหมดหนทางและไม่เหลืออะไรเลย ก่อนตัดสินใจกลับมาสู้เพื่อทวงความยุติธรรมให้ตนเองและผู้อื่น
ผู้เสียหายยังระบุว่า ปัจจุบัน “ชมพู่” ได้ย้ายออกจากจังหวัดเพชรบุรี และมีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกคล้ายผ่านการศัลยกรรมอำพรางตัว พร้อมทั้งไปปรากฏตัวร่วมกิจกรรมทางการเมืองในพื้นที่อื่น ซึ่งกลุ่มผู้เสียหายเคยติดต่อไปยังพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง แต่ได้รับคำชี้แจงว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค
ด้านนายอี้ แทนคุณ กล่าวว่า พรรคการเมืองไม่ควรนิ่งเฉยต่อบุคคลที่มีพฤติกรรมฉ้อโกงประชาชน การให้พื้นที่หรือการปกป้องบุคคลลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะจริยธรรมของผู้เกี่ยวข้องกับการเมืองเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะพรรคที่ประกาศจุดยืนต่อต้านคนสีเทา ยิ่งควรแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างชัดเจน
เบื้องต้น พนักงานสอบสวน บก.ปอศ. ได้รับคำร้อง สอบปากคำผู้เสียหาย และตรวจสอบพยานหลักฐาน ก่อนแนะนำให้ผู้เสียหายไปพบพนักงานสอบสวนในท้องที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป