เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายในหัวข้อ “ถอดรหัสภาวะผู้นำ-กรณีศึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีไทย” ภายใต้หลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.) รุ่นที่ 14 โดยช่วงหนึ่งได้ตอบคำถามผู้เข้าอบรมเกี่ยวกับกรณีการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ และอาจกระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับตามรัฐธรรมนูญ
นายวิษณุ ระบุว่า การตีความประเด็นดังกล่าวสามารถแบ่งได้เป็น 2 แนวทาง แนวทางแรกเห็นว่า หากบาร์โค้ดทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร ย่อมถือว่าการลงคะแนนไม่เป็นความลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นการออกเสียงโดยตรงและลับ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจเข้าข่ายกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ
ส่วนแนวทางที่สอง เห็นว่าความลับพิจารณาในช่วงเวลาที่ผู้มีสิทธิลงคะแนนภายในคูหาเป็นหลัก หากในขณะกากบาทไม่มีใครสามารถเห็นหรือรับรู้ได้ ก็ยังถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยลับ แม้ภายหลังจะมีข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม นายวิษณุแสดงความเห็นส่วนตัวว่า เอนเอียงไปในแนวทางแรก โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากมี “โอกาสรู้ได้” ว่าใครลงคะแนนอย่างไร ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความลับอย่างแท้จริง พร้อมระบุว่า คำว่า “ลับ” ในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้จำกัดเฉพาะช่วงเวลาขณะลงคะแนน แต่ต้องเป็นความลับตลอดไป หากภายหลังสามารถเปิดเผยได้ ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นการเลือกตั้งโดยลับ
นายวิษณุกล่าวเพิ่มเติมว่า หากกรณีนี้เข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ อาจมีการพิสูจน์โดยการนำบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดไปเทียบกับต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หากสามารถระบุตัวบุคคลได้ ก็สะท้อนว่าการลงคะแนนไม่เป็นความลับ
เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ นายวิษณุระบุว่า ไม่อาจคาดเดาได้ และขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ กกต. หาก กกต. เห็นว่าการลงคะแนนไม่เป็นความลับ ก็มีแนวทางเดียวคือสั่งจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ ไม่สามารถเลือกเฉพาะบางเขตได้ เนื่องจากรูปแบบบัตรเลือกตั้งใช้เหมือนกันทั่วประเทศ
นายวิษณุยกกรณีการเลือกตั้งปี 2549 เป็นตัวอย่าง ซึ่งครั้งนั้นมีการจัดคูหาในบางพื้นที่ในลักษณะที่อาจมองเห็นผู้ลงคะแนน แม้จะเกิดขึ้นเพียงบางแห่ง แต่สุดท้ายมีคำสั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ และ กกต. ในขณะนั้นยังต้องรับผิดทางกฎหมายด้วย
ทั้งนี้ นายวิษณุกล่าวว่า หากเกิดการวินิจฉัยว่าการลงคะแนนไม่เป็นความลับ ความรับผิดชอบอาจไม่ได้จำกัดเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพราะบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดผ่านความเห็นชอบของ กกต. แล้ว
นอกจากนี้ นายวิษณุยังกล่าวถึงความท้าทายของรัฐบาลชุดต่อไป โดยมองว่านอกจากประเด็นความชุลมุนจากเรื่องบาร์โค้ดแล้ว ยังอาจเผชิญความขัดแย้งระยะยาว ทั้งความขัดแย้งภายในรัฐบาลเอง และความเห็นต่างจากกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามผลประชามติ ซึ่งจะมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากหลากหลายกลุ่มความคิดเข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว แนวทางและผลวินิจฉัยจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาขององค์กรที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญต่อไป.
ข่าวที่น่าสนใจ
ช็อค ! วันวาเลนไทน์ ร้านจัดดอกไม้จันทน์เซอร์ไพรส์ลูกค้า
เหยื่อสาวจากคดีถูกข่มขืน โดยผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน โพสต์ระบายความในใจ