เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร

กดติดตาม “ทีวีพูล”

banner
วันนี้ (16 ก.พ. 69) ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “ดร.นันทนา นันทวโรภาส” ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสของบัตรเลือกตั้งที่มีการติดบาร์โค้ด
ดร.นันทนา ระบุว่าประเด็นดังกล่าวขัดแย้งกับคำชี้แจงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอาจกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับ
ตามคำชี้แจงของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ระบุว่า บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดถูกจัดเก็บแยกจากต้นขั้วบัตรเลือกตั้งคนละสถานที่ จึงไม่สามารถนำข้อมูลมารวมกันได้ และการลงคะแนนยังคงเป็นความลับ อย่างไรก็ตาม ดร.นันทนา อ้างถึงการเปิดเผยของ ดร.ปริญญา เทวนฤมิตรกุล ที่ระบุว่า ระเบียบ กกต. ข้อ 184 กำหนดให้นำต้นขั้วบัตรเลือกตั้งบรรจุรวมไว้ในหีบเลือกตั้งเดียวกัน ซึ่งหมายถึงการจัดเก็บในสถานที่เดียวกัน อาจทำให้ความลับของการลงคะแนนไม่อาจรับประกันได้อย่างแท้จริง
ดร.นันทนา ระบุว่า เมื่อบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วถูกจัดเก็บรวมกัน ย่อมไม่อาจถือเป็นการเลือกตั้งโดยลับได้อีกต่อไป แต่เป็นลักษณะ “ลับ ลวง พราง” พร้อมตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า บัตรเลือกตั้งตัวอย่างที่ส่งไปยังบ้านของประชาชนไม่ได้แสดงบาร์โค้ดกำกับ อาจเข้าข่ายทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน
ดร.นันทนา ระบุต่อไปว่า บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดถือเป็นหนึ่งในความไม่โปร่งใสของการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่อาจยอมรับผลการเลือกตั้งได้ และเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ พร้อมเสนอให้มีการทำลายบัตรเลือกตั้งทั้งหมด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการทุจริตและการบ่อนทำลายระบบการเมืองของประเทศ
“…เรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และทำลายบัตรเลือกตั้งทั้งหมด ก่อนที่สแกมเมอร์จะเจาะทำลายการเมืองไทยจนพินาศยับเยิน…”
ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวของ ดร.นันทนา มีขึ้น หลังจากที่เมื่อวานนี้ (15 ก.พ. 69) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ เลขที่ 168/2569 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งยืนยันหลักการตามกฎหมายว่า การเลือกตั้งต้องเป็นการ “ออกเสียงโดยตรงและลับ” โดยกฎหมายห้ามเปิดเผยข้อมูลของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการตัดสินใจของประชาชน และป้องกันการกดดันหรือแทรกแซงในกระบวนการเลือกตั้ง
ข่าวประชาสัมพันธ์ดังกล่าวอ้างอิงบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 รวมถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกำหนดบทลงโทษชัดเจน หากกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหรือบุคคลใดเปิดเผยข้อมูลว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายใดมาใช้สิทธิหรือไม่มาใช้สิทธิ หรือเปิดเผยว่าลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยืนยันว่า การเลือกตั้งดำเนินไปภายใต้มาตรการทางกฎหมายทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิได้อย่างมั่นใจว่า ข้อมูลและการตัดสินใจของตนได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย