หนึ่งปีผ่านไปหลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภูมิภาค ภาพความโกลาหลอาจจางหายไปจากหน้าสื่อ แต่สำหรับผู้คนจำนวนไม่น้อย ความสูญเสียยังคงชัดเจนไม่ต่างจากวันแรก
ซากความเสียหายบางแห่งยังตั้งอยู่ราวกับหยุดเวลาไว้ ขณะที่บาดแผลในใจของผู้สูญเสียยังไม่เคยได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริง
โศกนาฏกรรมที่อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งถล่มระหว่างการก่อสร้าง และคร่าชีวิตผู้คนกว่า 95 ราย จึงไม่ใช่เพียงเหตุภัยธรรมชาติ หากยังกลายเป็นคำถามใหญ่ต่อระบบตรวจสอบของรัฐ
28 มีนาคม 2568 เหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภูมิภาค ซึ่งไทยได้รับผลกระทบโดยตรง ยังคงทิ้งร่องรอยความหวาดกลัวไว้ในใจผู้คน แม้บางส่วนจะเลือนจางลงตามกาลเวลา
ความเสียหายต่อทรัพย์สินหลายแห่งยังไม่ได้รับการซ่อมแซม กลายเป็นหลักฐานย้ำเตือนว่าโศกนาฏกรรมครั้งนั้นเกิดขึ้นจริง

แต่สำหรับหลายสิบครอบครัว เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เพียงความทรงจำ หากคือการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก โดยเฉพาะกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่พังถล่มระหว่างก่อสร้าง คร่าชีวิตผู้คนกว่า 95 ราย
ขณะเดียวกัน เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราชการไทย เปรียบเสมือน “ฝีแตก” ที่เผยให้เห็นความบกพร่องด้านความโปร่งใสและการกำกับดูแล โดยเฉพาะในองค์กรอิสระอย่าง สตง. ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดินโดยตรง
อย่างไรก็ตาม สตง.กลับถูกสังคมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการกำกับดูแล จนถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่
ล่าสุด ในวาระครบรอบ 1 ปี โฆษก สตง. แถลงยุติโครงการก่อสร้าง พร้อมเตรียมคืนสัญญาเช่าที่ดินให้การรถไฟแห่งประเทศไทย และเดินหน้าเป็นโจทก์ร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อฟ้องร้องเอกชนและผู้เกี่ยวข้องรวม 23 ราย
ทว่า แม้ความคืบหน้าทางคดีจะเริ่มปรากฏ แต่คำถามสำคัญของสังคมยังคงอยู่—ความจริงทั้งหมดคืออะไร และความรับผิดชอบจะสิ้นสุดลงที่ใคร