ล่าช้ากว่า 1 เดือน! น้ำมันดิบ 2 ล้านบาร์เรลฝ่าความตึงเครียดช่องแคบฮอร์มุซ เตรียมถึงไทย 21 เม.ย.นี้ ปตท. ย้ำไม่ให้ประเทศขาดแคลนพลังงาน แม้ต้องแบกรับต้นทุนสูง เสี่ยงขาดทุนระยะสั้น
วันที่ 16 เม.ย. 2569 ปตท. เปิดเผยถึงสถานการณ์การจัดหาน้ำมันดิบ ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยเฉพาะ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน
ปตท. ระบุว่า ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอดกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา พร้อมเร่งปรับแผนจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นนอกพื้นที่ความขัดแย้ง เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ แม้จะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นก็ตาม
สำหรับน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่จัดหาล่วงหน้า ปริมาณ 2 ล้านบาร์เรล บรรทุกโดยเรือ Serifos ซึ่งติดค้างอยู่บริเวณท่าเรือชาร์จาห์ ตั้งแต่วันที่ 7 มี.ค. 2569 ล่าสุดสามารถออกเดินทางได้แล้ว ภายหลังมีการเจรจาหยุดยิงชั่วคราว และคาดว่าจะเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 21 เม.ย.นี้ หลังล่าช้ากว่ากำหนดประมาณ 1 เดือน
ทั้งนี้ ในช่วงวิกฤต ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงถึง 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ ปตท. จำเป็นต้องจัดซื้อในราคาที่สูงกว่าปกติ ส่งผลให้มีความเสี่ยงขาดทุนในระยะสั้น โดยประเมินผลกระทบอยู่ที่ประมาณ 500–1,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นต้นทุนเพื่อประกันความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
นอกจากนี้ ปตท. ยังต้องแบกรับภาระด้านสภาพคล่องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมกว่า 230,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นราว 137,000 ล้านบาท และเงินค้างชำระจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีกประมาณ 35,000 ล้านบาท ส่งผลให้มีต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นกว่า 7,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ปตท. ยืนยันว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดไม่ได้ผลักภาระไปยังผู้บริโภค แต่เป็นการดำเนินการเพื่อ “ลดความเสี่ยงของประเทศ” และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในประเทศ
ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ปตท. ย้ำว่าจะเดินหน้าบริหารจัดการทั้งด้านพลังงานและการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงของประเทศและเสถียรภาพขององค์กร พร้อมยืนหยัดเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้