เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร

กดติดตาม “ทีวีพูล”

banner

ทูตกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ใช้เวที UNSC พาดพิงเหตุปะทะชายแดน กล่าวหาไทยโจมตีพลเรือน โรงพยาบาล และแหล่งมรดกโลก เข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม พร้อมกดดันคณะมนตรีความมั่นคงดำเนินการเด็ดขาด แม้รายงานเลขาธิการยูเอ็นล่าสุดไม่ปรากฏการกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาแต่อย่างใด

ในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) วาระ “การคุ้มครองพลเรือนจากภัยสู้รบ” เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายแก้ว เชีย (Keo Chhea) เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ กล่าวถ้อยแถลงพาดพิงถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้ UNSC ดำเนินมาตรการอย่างทันท่วงทีและเด็ดขาดตามกฎหมายระหว่างประเทศ

นายแก้วกล่าวต่อที่ประชุมว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งต้องเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และต้องให้ความคุ้มครองแก่พลเรือนอย่างเคร่งครัด โดยระบุว่า การโจมตีพลเรือน โครงสร้างพื้นฐาน โรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงแหล่งวัฒนธรรมมรดกโลก ถือเป็น “อาชญากรรมสงคราม” หรือ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” ที่ไม่อาจยอมรับได้

แม้ในการกล่าวถ้อยแถลงจะไม่มีการเอ่ยชื่อประเทศไทยโดยตรง แต่เนื้อหาส่วนใหญ่พาดพิงถึงเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงปี 2568

ผู้แทนถาวรกัมพูชายังกล่าวอ้างว่า เหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าวส่งผลกระทบด้านมนุษยธรรมอย่างรุนแรง มีประชาชนกว่า 649,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ และยังคงมีผู้พลัดถิ่นเหลืออยู่กว่า 32,000 คนในปัจจุบัน พร้อมระบุว่า ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

นายแก้วยังเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เร่งดำเนินการเพื่อให้เกิดการปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ พร้อมเตือนว่า หาก UNSC ไม่ดำเนินการใด ๆ อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำถึงหลักการสำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ทั้งหลักการแยกแยะเป้าหมายทางทหารกับพลเรือน หลักความได้สัดส่วน หลักความระมัดระวัง และหลักมนุษยธรรม ซึ่งทุกฝ่ายทั้งรัฐและกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐจำเป็นต้องปฏิบัติตาม

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบรายงานของเลขาธิการสหประชาชาติ เรื่อง “การคุ้มครองพลเรือนจากภัยสู้รบ” ฉบับล่าสุด ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 พบว่า เนื้อหารายงานมุ่งเน้นสถานการณ์ในหลายพื้นที่ขัดแย้งสำคัญของโลก อาทิ ซูดาน สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เมียนมา ยูเครน และปาเลสไตน์ โดยไม่มีการกล่าวถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาแต่อย่างใด.