ดราม่าการสวมชุดขาวระหว่าง กัน จอมพลัง และ นรเศรษฐ์ นาหนองตูม ยังคงร้อนแรงบนโลกออนไลน์ หลังทั้งสองฝ่ายโพสต์ข้อความตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง
วันที่ 8 มิถุนายน 69 ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.พรรคประชาชน ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีดังกล่าวว่า
[สภาทนายความควรทบทวนหลักเกณฑ์การสวมเครื่องแบบ และแก้ไข พรบ.ทนายความฯ]
ดิฉันติดตามประเด็นข้อถกเถียงเรื่องการอนุญาตให้ “ที่ปรึกษา” ซึ่งมิได้เป็นทนายความ สามารถสวมเครื่องแบบชุดขาวของสภาทนายความได้ และเห็นว่าประเด็นนี้ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบจากสภาทนายความอีกครั้ง หรือพิจารณาถึงความจำเป็นของการมีอยู่ของชุดขาวของสภาทนายความที่ควรเป็นอิสระด้วย
การตั้งคำถามของทนายท่านนึงในเรื่องนี้ เป็นสิทธิอันชอบธรรมของสมาชิกสภาทนายความและผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย ที่มีความห่วงใยต่อศักดิ์ศรีและมาตรฐานของวิชาชีพ การตั้งคำถามไม่ควรถูกมองว่าเป็นการสร้างความขัดแย้ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบและพัฒนาสถาบันวิชาชีพให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ดิฉันเข้าใจเจตนาดีของสภาทนายความที่ต้องการเชิดชูบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่องค์กร แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อกังวลว่า หากมีการขยายสิทธิการสวมเครื่องแบบขององค์กรวิชาชีพไปยังบุคคลที่มิได้มีใบอนุญาตว่าความ อาจนำไปสู่ปัญหาในการตีความและการอ้างสิทธิในอนาคตได้
ยกตัวอย่างเช่น ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษาสมาชิกรัฐสภา หรือที่ปรึกษาในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอีกจำนวนมาก ต่างก็เป็นบุคคลที่มีบทบาทสนับสนุนการทำงานสำคัญเช่นกัน แต่ไม่ได้มีสิทธิใช้เครื่องแบบหรือสัญลักษณ์เฉพาะขององค์กรวิชาชีพนั้น ๆ เพราะเครื่องแบบมีความหมายเชื่อมโยงกับสถานะ คุณสมบัติ และความรับผิดชอบตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ดิฉันเห็นว่าประเด็นที่สำคัญกว่าข้อถกเถียงเรื่องเครื่องแบบ คือการปฏิรูปกฎหมายวิชาชีพทนายความให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก
พระราชบัญญัติทนายความที่ใช้มานานหลายสิบปี ควรได้รับการปรับปรุงเพื่อยกระดับวิชาชีพทนายความไทยสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะ
• การคุ้มครองศักดิ์ศรี ความเป็นอิสระ และความปลอดภัยของทนายความในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน
• การส่งเสริมและสนับสนุนงานทนายความอาสา (Pro Bono) เพื่อเพิ่มการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน
• การกำหนดระบบการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง (Continuing Legal Education) และชั่วโมงอบรมสำหรับการต่อใบอนุญาต เพื่อยกระดับคุณภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ
• การจัดทำระบบขึ้นทะเบียนที่ปรึกษากฎหมายอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างมาตรฐานวิชาชีพและป้องกันการแอบอ้างหรือช่องโหว่ที่อาจถูกใช้โดยธุรกิจสีเทาและขบวนการทางการเงินที่ผิดกฎหมาย
แนวคิดเหล่านี้สอดคล้องกับนโยบายด้านกระบวนการยุติธรรมที่พรรคประชาชนผลักดันมาโดยตลอด และดิฉันเองก็มีส่วนร่วมในการจัดทำนโยบายดังกล่าวด้วย
สภาทนายความเป็นสถาบันสำคัญของประเทศ การเปิดพื้นที่รับฟังความเห็นที่แตกต่าง และการร่วมกันหาทางพัฒนากฎหมายวิชาชีพให้ทันสมัย จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งองค์กร สมาชิกทนายความ และประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยในท้ายที่สุด
ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายใช้เหตุผล รับฟังกันด้วยความเคารพ และเปลี่ยนข้อถกเถียงครั้งนี้ให้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปวิชาชีพทนายความไทยอย่างแท้จริง
