นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “หมอเจด” ได้ออกมาให้ความรู้ผ่านเพจเฟซบุ๊กเกี่ยวกับสาเหตุที่หลายคนตื่นเช้ามาพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทั้งที่ก่อนนอนค่าน้ำตาลไม่ได้สูงมากและยังไม่ได้รับประทานอาหารใดๆ
หมอเจดอธิบายว่า ระหว่างที่เรานอนหลับ ร่างกายยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำงานของตับ ฮอร์โมนต่างๆ รวมถึงระบบควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หากมีพฤติกรรมบางอย่างก่อนนอน อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลพุ่งสูงขึ้นในช่วงข้ามคืนได้
โดย 7 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงก่อนเข้านอน มีดังนี้
- กินอาหารจำพวกแป้งและของหวานก่อนนอน ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง เค้ก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวเหนียว ผลไม้รสหวาน หรือเครื่องดื่มหวาน ซึ่งอาจทำให้น้ำตาลค้างอยู่ในกระแสเลือดนานขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะดื้ออินซูลินหรือผู้ป่วยเบาหวาน
- รับประทานมื้อดึกหนักๆ แล้วเข้านอนทันที เช่น อาหารทอด ปิ้งย่าง หมูกระทะ หรืออาหารไขมันสูง เพราะนอกจากจะรบกวนการนอนแล้ว ยังส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่งได้ง่าย
- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน แม้หลายคนเชื่อว่าช่วยให้นอนหลับ แต่จริงๆ แล้วอาจทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง และรบกวนการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
- นอนดึกหรือใช้โทรศัพท์มือถือจนดึก ส่งผลให้ฮอร์โมนความเครียดเพิ่มขึ้น ร่างกายดื้ออินซูลินมากขึ้น และอาจทำให้เกิดภาวะ Dawn Phenomenon หรือการที่ร่างกายปล่อยน้ำตาลออกมาในช่วงเช้ามืด
- กินอาหารน้อยเกินไปในช่วงกลางวัน จนเกิดอาการหิวจัดในตอนกลางคืน และจบลงด้วยการรับประทานอาหารหรือขนมในปริมาณมากก่อนนอน
- เข้านอนพร้อมกับความเครียดและความกังวล เพราะความเครียดจะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีน ซึ่งส่งผลให้ตับปล่อยน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น
- ลืมรับประทานยาหรือปรับยาเบาหวานเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำตาลในช่วงเช้าสูงกว่าปกติได้
นอกจากนี้ หมอเจดยังแนะนำวิธีดูแลตัวเองก่อนนอนเพื่อลดความเสี่ยงน้ำตาลสูงในตอนเช้า ได้แก่ รับประทานอาหารเย็นก่อนนอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เลี่ยงของหวานและอาหารมื้อดึก เพิ่มโปรตีนและผักในมื้อเย็น เดินเบาๆ หลังอาหาร 10-15 นาที งดแอลกอฮอล์ ลดการใช้หน้าจอก่อนนอน และนอนให้เป็นเวลา
พร้อมย้ำว่า ระดับน้ำตาลตอนเช้าที่สูงผิดปกติไม่ได้เกิดจากอาหารเพียงมื้อเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งการนอน ความเครียด ฮอร์โมน และการใช้ยา หากพบว่าค่าน้ำตาลสูงซ้ำๆ ควรจดบันทึกพฤติกรรมและปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและแก้ไขได้อย่างตรงจุด