เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร

กดติดตาม “ทีวีพูล”

banner

เปิดสถิติคนไทยใช้ AI ดูดวงอันดับ 1 ของโลก “กรณ์” ห่วง TH-AI Passport เสี่ยงข้อมูลรั่ว ชี้หากพังประชาชนอาจถูกมิจฉาชีพเจาะลึกถึงความลับในชีวิต

นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความกังวลต่อโครงการแอปพลิเคชัน TH-AI Passport โดยตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันให้ประชาชนเข้าถึง AI จำนวน 5 ล้านสิทธิ์ โดยขาดการเตรียมความพร้อมด้านความรู้และมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่อาจตามมา

นายกรณ์ระบุว่า หลายประเทศพัฒนาแล้ว เช่น Norway เริ่มกังวลต่อการใช้งาน AI ของประชาชนที่ยังขาดความเข้าใจ และมีมาตรการควบคุมหรือจำกัดการใช้งานในบางกรณี แต่ประเทศไทยกลับเลือกใช้แนวทางแจกสิทธิ์จำนวนมาก โดยให้ความสำคัญกับตัวเลขผู้ใช้งานมากกว่าการสร้างภูมิคุ้มกันด้าน AI Literacy

พร้อมมองว่า การตรวจสอบโครงการดังกล่าวควรเดินหน้าต่อไป เพราะนอกจากประเด็นความคุ้มค่าและการจัดซื้อจัดจ้างแล้ว ยังมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ สิทธิในการเป็นเจ้าของข้อมูล และอธิปไตยทางเทคโนโลยี หรือ AI Sovereignty

คนไทยใช้ AI ดูดวงมากที่สุดในโลก

นายกรณ์อ้างข้อมูลสถิติที่ระบุว่า คนไทยใช้ AI เพื่อการดูดวงมากที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 75% ของผู้ใช้งานทั้งหมดในประเทศ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากใช้ AI ในฐานะเพื่อนปรับทุกข์หรือ “ร่างทรงดิจิทัล” จนมีการป้อนข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนเข้าสู่ระบบ ไม่ว่าจะเป็นวันเดือนปีเกิด เวลาตกฟาก ปัญหาครอบครัว ความวิตกกังวล หรือภาระหนี้สิน

เขาเตือนว่า หากข้อมูลเหล่านี้รั่วไหลออกไป จะไม่ใช่เพียงชื่อหรือหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกนำไปใช้ แต่รวมถึงประวัติการสนทนาและความลับในชีวิต ซึ่งอาจทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์พัฒนาไปสู่การหลอกลวงแบบ Hyper-Personalized AI Phishing ที่สามารถเจาะจุดอ่อนทางจิตวิทยาของเหยื่อได้อย่างแม่นยำ

หวั่นระบบเร่งทำใน 30 วัน เสี่ยงช่องโหว่ไซเบอร์

นายกรณ์ตั้งข้อสังเกตว่า โครงการดังกล่าวถูกเร่งดำเนินการจนเหลือเวลาเพียง 30 วันในการพัฒนาระบบ จึงมีความเสี่ยงต่อปัญหาด้านความปลอดภัยของข้อมูล โดยแม้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะยืนยันว่าข้อมูลถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ภายในประเทศ แต่ในทางเทคนิค ข้อมูลคำสั่งหรือ Prompt ยังต้องถูกส่งผ่าน API ไปประมวลผลในต่างประเทศอยู่ดี

นอกจากนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ดูแลฐานข้อมูลพฤติกรรมขนาดใหญ่ หรือ Behavioral Big Data ที่เกิดขึ้นจากการใช้งานของประชาชน ซึ่งท้ายที่สุดอาจตกอยู่ในมือของบริษัทเอกชนที่เป็นผู้รับจ้างดำเนินโครงการ

ตั้งคำถามใครรับผิดชอบ หากประชาชนเสียหาย

นายกรณ์ยังแสดงความกังวลต่อความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์รูปแบบ Prompt Injection ซึ่งอาจทำให้ระบบ AI ถูกหลอกให้แสดงข้อมูลเท็จ หรือส่งลิงก์อันตรายไปยังผู้ใช้งาน หากประชาชนเชื่อมั่นว่าเป็นแพลตฟอร์มที่รัฐรับรอง ความเสียหายที่เกิดขึ้นย่อมตกอยู่กับผู้ใช้โดยตรง

พร้อมตั้งคำถามสำคัญไปยังภาครัฐว่า หากเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากการใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าว ในทางกฎหมายแล้ว ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

นายกรณ์ระบุด้วยว่า ประเทศไทยกำลังใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท เพื่อสร้างระบบรวบรวมข้อมูลความคิด พฤติกรรม และความเปราะบางของประชาชน 5 ล้านคน แต่หลังสิ้นสุดสัญญาเช่าใช้ 1 ปี ประเทศกลับไม่ได้ถือครองโครงสร้างพื้นฐาน AI หรือสินทรัพย์ถาวรของตนเองแต่อย่างใด พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนมากกว่าตัวเลขผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียว.