กลายเป็นประเด็นร้อนในครอบครัว หลังหญิงวัย 85 ปี ชาว อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ซึ่งป่วยมะเร็งปอด ออกมาร้องขอความเป็นธรรม หลังกล่าวหาว่าลูกบุญธรรมนำทรัพย์สินและโฉนดที่ดินไปค้ำประกันเงินกู้ จนเจ้าตัวต้องเผชิญปัญหาหนี้สินและคดีความ ขณะที่ลูกบุญธรรมออกมาชี้แจง ยืนยันไม่ได้ขโมยทรัพย์สินหรือเนรคุณ พร้อมขอทวงสิทธิ์ในทรัพย์สินที่มองว่าตัวเองมีสิทธิ์
ล่าสุดช่วงบ่ายวันที่ 20 ส.ค. 2569 พ.ต.อ.คนองฤทธิ์ ดาราช ผกก.สภ.ม่วงสามสิบ สั่งการให้ชุดสืบสวนเชิญหญิงวัย 54 ปี ลูกบุญธรรม มาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับข้อพิพาทดังกล่าว
ลูกบุญธรรมเปิดเผยว่า ตนกับแม่บุญธรรมอยู่ด้วยกันมาตลอด 54 ปี และเป็นคนดูแลแม่บุญธรรมมาโดยตลอด พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าขโมยทรัพย์สินและเนรคุณ โดยยอมรับว่าปัญหาเกิดจากภาระหนี้สินรายวันกว่า 2 ล้านบาท จึงพยายามหาทางนำทรัพย์สินไปค้ำประกันเพื่อหาเงินมาหมุนเวียนและแก้ปัญหาหนี้
สำหรับโฉนดทั้งหมด 13 ฉบับ ลูกบุญธรรมระบุว่า 8 ฉบับเป็นชื่อของตัวเอง ส่วนอีก 5 ฉบับเป็นชื่อของพ่อและแม่บุญธรรม ยืนยันว่าไม่ได้แอบนำไปขายฝาก แต่เป็นการนำไปวางค้ำประกันเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ โดยตั้งใจว่าหากขายที่ดินได้ จะนำเงินไปไถ่ถอนและคืนให้แม่บุญธรรมทั้งหมด
ส่วนโฉนด 5 ฉบับที่มีชื่อพ่อบุญธรรมซึ่งเสียชีวิตแล้ว ลูกบุญธรรมมองว่าตัวเองในฐานะลูกบุญธรรมมีสิทธิ์ในมรดกของพ่อ และอ้างว่าได้แจ้งเรื่องให้แม่บุญธรรมทราบแล้ว แต่เกิดความขัดแย้งขึ้น หลังแม่บุญธรรมไม่ยินยอมให้ขายที่ดิน
เจ้าตัวยังยืนยันว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ตนเป็นฝ่ายดูแลแม่บุญธรรมมาโดยตลอด พร้อมระบุว่าบ้านที่มีปัญหากันนั้น ตนเองก็มีส่วนใช้เงินสร้าง และมองว่าตัวเองมีสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เป็นชื่อของตน
พร้อมตั้งคำถามถึงแม่บุญธรรมว่า เหตุใดจึงไม่ยอมเสียสละขายที่ดินเพื่อนำเงินมาแก้ปัญหาหนี้สินของตน เพราะหากสามารถขายได้ เรื่องทุกอย่างก็จะจบลง พร้อมกล่าวถึงความรู้สึกว่า
“ตนยอมเสียสละทุกอย่างกับยาย แต่เงินยายทุกบาททุกสตางค์ที่ตนเอามา ตนต้องคืนยาย เขาเรียกว่าแม่กับลูกไหม ต้องถามหน่อย”
ด้าน พ.ต.อ.คนองฤทธิ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ครอบครัวดังกล่าวมีการแจ้งความดำเนินคดีกัน 2 คดี ได้แก่ ลูกบุญธรรมแจ้งความแม่บุญธรรมในข้อหาบุกรุก และแม่บุญธรรมแจ้งความลูกบุญธรรมในข้อหาลักทรัพย์ โดยทั้ง 2 คดี พนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้อัยการแล้ว ส่วนประเด็นการนำโฉนดไปค้ำประกันเงินกู้ เป็นเรื่องทางแพ่งที่คู่กรณีต้องดำเนินการกันเอง
ขณะที่นักกฎหมายให้ความเห็นว่า สำหรับโฉนด 5 ฉบับที่ยังมีชื่อแม่บุญธรรมร่วมกับสามีที่เสียชีวิต แม้ลูกบุญธรรมอาจมีสิทธิ์ในมรดกของพ่อบุญธรรม แต่หากยังไม่มีการจัดตั้งผู้จัดการมรดกและไม่ได้รับความยินยอมจากผู้มีสิทธิ์ในทรัพย์สิน ก็ไม่สามารถนำที่ดินดังกล่าวไปทำธุรกรรมได้โดยพลการ ต้องรอการจัดการมรดกตามกฎหมายเสียก่อน
เรื่องนี้จึงยังต้องติดตามต่อว่า ข้อพิพาทระหว่างแม่บุญธรรมและลูกบุญธรรมที่ดูแลกันมายาวนานกว่า 50 ปี จะจบลงอย่างไร และสิทธิ์ในที่ดินรวมถึงภาระหนี้สินจะได้รับการพิสูจน์อย่างไรต่อไป
ข่าวที่น่าสนใจ
ออกหมายเรียกป้าดา–พวกรวม 7 คน สอบบุกรุก–แจ้งความเท็จ–ม.112
ของกลางยังคาปาก! CIB บุกจับหมอ–หมอฟันเถื่อน 5 ราย ยึดอุปกรณ์กว่า 1,058 ชิ้น