จากกรณี นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ออกมาเปิดเผยว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย ซึ่งการพบผู้ป่วยคนดังกล่าวมาจากคลินิกเออาร์ไอ ซึ่งเป็นคลินิกโรคระบบทางเดินทางหายใจ ทำการตรวจรักษาอยู่ที่สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
โดยเบื้องต้น พญ.วลัยรัตน์ ไชยฟู ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระบุว่า ผู้ป่วยคนดังกล่าวเป็นคนไทย ที่เคยพักอยู่ใน State Quarantine และครบกำหนด 14 วันแล้วจึงออกมาใช้ชีวิตปกติ
ความคืบหน้า ที่กรมควบคุมโรค นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยไทม์ไลน์ ระบุว่า ผู้ป่วยรายแรก เป็นเพศหญิง อายุ 34 ปี เคยทำงานที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- 2 มิ.ย.2563 เดินทางกลับมาประเทศไทย ไม่มีอาการใดๆ จากนั้นเข้าสู่การกักตัวใน state quarantine ที่รัฐจัดให้ เป็นเวลา 14 วัน
- 5 มิ.ย.2563 หลังจากตรวจโควิด-19 รอบแรกแล้ว ผลตรวจทางแล็บออกมา พบสารพันธุกรรมในปริมาณน้อย สรุปผลใช้คำว่า “ผลกำกวม”
- 13 มิ.ย.2563 มีการตรวจครั้งที่ 2 ผลตรวจไม่พบเชื้อ เมื่อกักตัวครบ 14 วัน จึงมีการอนุญาตให้เดินทางกลับบ้านที่ชัยภูมิได้ แต่ต้องเฝ้าระวัง กักตัวตามที่ สธ. กำหนด จนครบ 30 วัน
- 17 ส.ค.2563 หญิงรายดังกล่าว ได้เดินทางมาตรวจสุขภาพที่รามาฯ เนื่องจากต้องกลับไปทำงานที่ต่างประเทศ และตรวจหาเชื้อโควิด-19
- 18 ส.ค.2563 ผลตรวจพบสารพันธุกรรมของโควิด-19 ในปริมาณน้อย และเมื่อตรวจเลือด พบมีภูมิคุ้มกันแล้ว ขณะนี้แพทย์ได้รับไว้ดูแลในโรงพยาบาล
ดังนั้น สรุปว่า ในรายแรกนี้ เป็นผู้ติดเชื้อรายเดิม ที่มีการพบซากเชื้อโควิด-19 ซึ่งซากเชื้อนี้ จากข้อมูลสามารถอยู่ในร่างกายได้ประมาณ 3 เดือน และเคยอยู่ในสถานกักกันจนครบกำหนดแล้ว
สำหรับรายที่ 2 เป็นเพศหญิง อายุ 35 ปี ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- 24 มิ.ย.2563 เดินทางกลับไทย และได้รับการกักตัวใน state quarantine ที่รัฐจัดให้ 14 วัน ซึ่งผลตรวจทางห้องปฏิบัติการทั้ง 2 ครั้ง ไม่พบเชื้อ จึงอนุญาตให้กลับบ้านที่ จ.เลย ได้
- 16 ส.ค.2563 หญิงรายนี้ ได้เดินทางเข้า กทม. โดยรถยนต์ส่วนตัว ตรวจร่างกายเพื่อเตรียมตัวไปทำงาน
- 18 ส.ค.2563 ได้เข้ารับการตรวจสุขภาพ และตรวจเชื้อโควิด-19 พบสารพันธุกรรม ทาง รพ.รามาฯ จึงได้ติดตามตัวมารักษาที่ รพ.แล้ว (เบื้องต้นยังไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นผู้ป่วยรายเก่า หรือเป็นผู้ป่วยรายใหม่ในประเทศ ซึ่งต้องไปดูเอกสารในขณะที่หญิงรายนี้อยู่ใน state quarantine อีกครั้ง)
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลทางระบาดวิทยา คาดว่ามีโอกาสเป็นการติดเชื้อในประเทศได้น้อยมาก ทั้งนี้ ต้องทำการตรวจสอบ โดยใช้กระบวนการเดียวกับรายแรก ซึ่งถ้าได้ผลอย่างไร จะได้แจ้งให้ทราบต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ทีมสอบสวนโรค ทำการสอบสวนเบื้องต้น เพื่อให้ได้ประวัติเสี่ยง ตลอดจนผู้ใกล้ชิดทั้ง 2 ราย มาสอบสวนเพิ่มเติม และให้เฝ้าระวังอาการ 14 วัน ซึ่งในรายแรกนั้นเป็นผู้ติดเชื้อรายเดิม สารพันธุกรรมเป็นซาก จึงไม่มีการแพร่โรคโควิด-19 ไปยังคนใกล้ชิดได้อีก และไม่มีความเสี่ยง แต่ทาง สธ.ก็จะแนะนำให้เฝ้าระวังภายใน 14 วัน
เมื่อถามว่า สามารถพูดได้หรือยังว่า การระบาดระลอก 2 เริ่มต้นแล้ว นพ.สุวรรณชัย ระบุว่า ยังไม่ถือเป็นการระบาดครั้งที่ 2 เนื่องจากในรายแรกไม่ถือว่าเป็นการติดเชื้อใหม่ ซึ่งเชื้อตรวจพบเป็นซากเชื้อ และไม่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคให้คนอื่น ส่วนในรายที่ 2 นั้น คล้ายกัน ซึ่งเพิ่งมาตรวจเมื่อวันที่ 18 ส.ค. แต่เรายังไม่ได้สรุป และวินิจฉัย ดังนั้น จึงต้องตรวจสอบข้อมูลก่อน โดยผู้ป่วยรายนี้ไม่มีอาการ และสบายดี หลังจากที่อยู่ในโรงพยาบาลแล้ว แพทย์ได้แยกตัว และปฏิบัติตัวตามมาตรการ ซึ่งสมมติว่า หากมีเชื้อน้อย โอกาสที่จะแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้น้อย