เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร

กดติดตาม “ทีวีพูล”

banner

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการเสียชีวิตของช้างป่า “สีดอหูพับ” ที่ล้มระหว่างการจับและเคลื่อนย้าย เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2569 โดยยืนยันว่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และทีมสัตวแพทย์เป็นไปตามขั้นตอนและมาตรฐานทางวิชาการ ขณะที่ผลชันสูตรพบว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจาก ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่าจากพื้นที่ อุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เพื่อนำไปปรับพฤติกรรมในโครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย

หลังเกิดเหตุ กรมอุทยานฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งลับที่ 24/2569 ลงวันที่ 5 ก.พ. 2569 พร้อมเชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแก้ไขปัญหาช้างป่า รวมถึงสัตวแพทย์จากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย มาร่วมตรวจสอบอย่างละเอียด โดยมีการรวบรวมเอกสารหลักฐาน 117 ชุด และสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง 20 ราย

ดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครอง

คณะกรรมการพบว่า การจับและเคลื่อนย้ายช้างป่าครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของ ศาลปกครองขอนแก่น ที่กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวให้กรมอุทยานฯ ดำเนินการเคลื่อนย้ายช้างป่าจำนวน 4 ตัว รวมถึง “สีดอหูพับ” ออกจากพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชนภายใน 30 วัน เนื่องจากช้างกลุ่มดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและก่อความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของชาวบ้าน

แม้หน่วยงานจะยื่นขอขยายเวลาและอุทธรณ์คำสั่งศาล แต่คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวยังคงมีผลบังคับทันที หากไม่ดำเนินการอาจเข้าข่ายละเลยต่อหน้าที่ จึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย

ขั้นตอนปฏิบัติตามกฎหมายและแผนงาน

ผลสอบยังระบุว่า การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 โดยมีการจัดทำโครงการรองรับ การอนุมัติงบประมาณ และการประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทีมผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นระบบ

ยาซึมใช้ตามหลักวิชาการ

ในด้านเทคนิค ทีมสัตวแพทย์ได้ประเมินน้ำหนักของช้างจากระยะไกลประมาณ 2.3–2.5 ตัน ขณะที่ผลชันสูตรพบว่ามีน้ำหนักจริงประมาณ 2.8 ตัน และมีอายุราว 15–20 ปี โดยระหว่างปฏิบัติการใช้เวลารวม 4 ชั่วโมง 36 นาที มีการให้ยาซึม Xylazine จำนวน 5 ครั้ง รวมปริมาณ 27 มิลลิลิตร เพื่อควบคุมระดับการซึมตามการตอบสนองของสัตว์ ซึ่งอยู่ในขอบเขตที่ใช้ตามหลักวิชาการในการจัดการช้างป่า

อย่างไรก็ตาม สภาพพื้นที่ที่เป็นไร่อ้อยและมันสำปะหลัง รวมถึงข้อจำกัดของการทำงานกับช้างป่าในธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมการงดน้ำงดอาหารได้เหมือนสัตว์เลี้ยง ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

ผลการชันสูตรสรุปว่า สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลว โดยในช่วงวิกฤติที่ช้างเกิดการสำลักอาหาร เจ้าหน้าที่ได้พยายามช่วยเหลือตามหลักวิชาชีพสัตวแพทย์แล้ว และไม่พบการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ คณะกรรมการจะนำข้อมูลทั้งหมดไปศึกษาเชิงลึก เพื่อพัฒนามาตรการและระบบการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่าขนาดใหญ่ให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น พร้อมรายงานผลต่อศาลปกครองและสื่อสารให้สาธารณชนรับทราบต่อไป.

 

 

ข่าวที่น่าสนใจ

ตะลึง! เปิดตัว “ทุเรียนทองคำ Shining Gold” มูลค่าพุ่งถึง 5 ล้านบาท

ต้นทุนพุ่งกดดันปั๊มเล็ก แม่สะเรียงปรับราคาน้ำมัน หวังประคองกิจการ