มิ้วกี้ไปรยา อินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดัง ออกมาเปิดใจเผยว่าจากคนที่มั่นใจ กลายเป็นคนไม่มั่นใจเพราะทำอะไรก็โดนดราม่า โดยเฉพาะเรื่องความรักที่ยืนยันว่าตนเอง ชอบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ไม่ได้สร้างกระแส ส่วนปมเลิกราอดีตสามีที่อยู่มา 10 ปี เจ้าตัวรับสุดทรมานจนนอนคนเดียวไม่ได้ น้ำหนักลดฮวบ 10 กิโลกรัม – โดนอดีตผู้จัดการโกง5ล้าน และ ยังสูญเสียคุณพ่อ โดยมิวกี้ได้เปิดใจทุกเรื่องราวผ่านไลฟ์สดช่องของตนเอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- จึ้งมาก!! น้ำเพชร อิสรีย์ เปิดลุค นางมโหทรเทวี นางสงกรานต์ประจำวันเสาร์
- เบส คำสิงห์ เปิดใจทั้งน้ำตา!! กับเรื่องราวความรักในอดีต เผยย้อนเวลากลับไปได้ อยากกลับไปคบอดีตแฟนเก่า
มิวกี้เผยว่า จากเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองมาก ๆ เลย กลายเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองเลย เพราะว่าทำอะไรอ่ะ ก็โดนกระแสไปหมด จะคบกับใคร จะทำอะไร ก็คือเป็นกระแสไปหมด คบกับผู้หญิงก็ว่าสร้างกระแส ฉันชอบผู้หญิงจริงๆ ทุกวันนี้ฉันก็ยังชอบอยู่ ฉันชอบทั้งผู้หญิงแล้วฉันก็ฉันชอบทั้งผู้ชาย ย้อนกลับไป ตั้งแต่ตอนเลิกกับสามี มิ้วกี้ก็โดนกระแสหนักมาก ๆ ซึ่งตั้งแต่ตอนนั้นน่ะ มันเป็นแผลที่ใหญ่มาก ๆ
อยากให้ทุกคนคิดตามมิ้วกี้นะคะ วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเปิดใจ มิ้วกี้จะเปิดใจทุกอย่างกับความรู้สึกของมิ้วกี้นะคะ และอยากให้ทุกคนเข้าใจ ก็คือเราเลิกกับแฟนเราคนหนึ่งที่เราอยู่ด้วยกันมาเป็นเวลา 10 ปี เรามีลูกด้วยกัน 1 คน เราแต่งงานด้วยกัน เราใช้ชีวิตมาด้วยกัน 10 ปี แน่นอนการเลิกกันน่ะ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นคนขอเลิกหรือขอหย่านะคะ ความเจ็บปวดต้องมีอยู่แล้วนะคะ แล้วก็ในระหว่างนั้น ทุกคนก็จะเห็นว่า อุ๊ย มิ้วกี้ไปคบคนใหม่แล้ว ใช่ค่ะ มิ้วกี้มีคนคุยใหม่ภายในเวลาไม่นานอะไรอย่างเงี้ย แต่ว่าความรู้สึกอ่ะค่ะ คนเราทุกคนถ้าคนที่เคยผ่านเรื่องแบบมิ้วกี้นะ จะเข้าใจว่าคนแต่ละคนมันไม่สามารถแทนกันได้ ความเจ็บปวดเหล่านั้นมันไม่ได้หายไปจากใจมิ้วกี้เลย มิ้วกี้ไม่ได้รักษาตัวเองเลย ตอนนั้นมิ้วกี้ไม่รู้จริงๆ นะว่าตัวเองแบบมีบาดแผลที่มันลึกมาก ไม่รู้เลย และบาดแผลนี้มันเจ็บอยู่ในใจตลอดเวลา
บาดแผล ทุกคนรู้ไหมว่ามิ้วกี้อ่ะ นอนคนเดียวไม่ได้อ่ะค่ะ ต้องเปิดไฟตลอด นอนไม่ได้เลยนะคะ เป็นปี ต้องเปิดไฟตลอด ต้องเปิดไฟทุกคืนนะคะ เป็นปี แล้วก็ฝันร้ายตลอดนะคะ อันนี้คือสิ่งที่ต้องก้าวข้ามผ่านมาด้วยตัวเอง โดยที่มีไม่มีใครรู้คะ ไม่เคยบอกใคร แม้แต่กระทั่งคนในบ้านก็ไม่เคยบอก ไม่เคยบอก เพื่อนสนิทก็ไม่เคยบอกนะคะ ว่ามันนอนไม่ได้ กินไม่ได้ น้ำหนักลงไป 10 กว่ากิโลกรัม มันทรมานมาก
นอกเหนือจากนั้น มันก็มีเรื่องที่เราต้องไกล่เกลี่ยกัน มีเรื่องที่เราต้องเคลียร์กัน เรื่องลูก เรื่องต่าง ๆ หรือเรื่องอะไรก็ตามที่เอาจริงๆ แล้ว มันไม่ได้สวยงามแบบที่ทุกคนเห็น มันเละเทะ มันพังพินาศ มันทุเรศสุด ๆ ไปเลยอ่ะค่ะ นะคะ เราก็โดนด่าอยู่ฝ่ายเดียว เราก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะฝั่งนู้นเขาก็ไม่พูดอะไร การตกลงกันเป็นการตกลงที่มิ้วกี้เรียกได้ว่า แย่ที่สุดในชีวิตของมิ้วกี้ ที่มันแย่ที่สุดแล้วอ่ะ สำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่โดนนะ มันแย่มาก ๆ
แล้วอันนั้นก็เป็นบาดแผล บาดแผลหนึ่ง โอเคนะ บาดแผลแรกคือการเลิกกัน บาดแผลที่ 2 คือการตกลงในการหย่าร้าง ขอพูดไม่ลงดีเทลเยอะ ไม่กระทบถึงใคร อันนี้มิ้วกี้พูดในมุมมิ้วกี้คนเดียวนะ สิ่งที่กี้สำคัญที่สุดสำหรับมิ้วกี้คือ สิทธิ์การเลี้ยงดูลูก มิ้วกี้ขอให้เป็นของมิ้วกี้คนเดียว แต่มันไม่ได้จบกันแบบสวยงาม ต้องแลกหลายอย่างเพื่อให้ได้ลูกมา มันเป็นบาดแผลที่ลึกลงไปมากๆ ตอนนั้นมิ้วกี้ไม่เหลืออะไรเลยค่ะทุกคน เริ่มใหม่หมดเลย มีเหลือไว้อย่างเดียวคือบ้าน บ้าน 1 หลัง รถ 2 คันก็ไม่เหลือ ทุกคนเห็นมิ้วกี้ซื้อ G-Wagon นั่นหมายความว่ารถมิ้วกี้ไม่อยู่แล้ว มิ้วกี้เลยต้องซื้อรถใหม่ และก็ ต้องซื้อรถตู้ใหม่ เพราะว่ามิ้วกี้ไม่เหลืออะไรเลย มิ้วกี้ต้องเริ่มใหม่นะคะ
แล้วก็ในตามสัญญาทุกอย่างที่คุยกันไว้ ว่าต้องเลี้ยงดูลูกอย่างงั้นอย่างงี้ ก็ไม่ได้เป็นไปตามสัญญานะคะ โอเคตรงนี้ขอดีเทลไว้เท่านี้ นะคะ เสร็จแล้วบาดแผลนั้นมันก็เป็นมาเรื่อยๆ มิ้วกี้ก็ยังโดนอินเทอร์เน็ตด่า ด่า ด่าอยู่ตลอดเวลานะคะ ด่ามาเรื่อยๆ ก็ไม่เป็นไรเข้าใจ มันแย่มากนะ สำหรับมิ้วกี้นะ สิ่งที่ทำบ่อยก็คือ กอดลูกแล้วก็ร้องไห้ แบบกอดลูกไว้นิ่งๆ แล้วก็ร้องไห้ แล้วก็บอกลูกตลอดว่า แม่ยอมแลกได้ทุกอย่างเพื่อลูก
ร้านอาหารญี่ปุ่น ทุกวันนี้ก็เป็นของอีกฝั่งนึงนะคะ มิ้วกี้ยกให้ เพราะว่าเราได้จบกันไปด้วยดีนะคะ ไม่ต้องมีปัญหาอะไรกัน ทุกวันนี้เวลามิ้วกี้ขับผ่านร้านตัวเองอ่ะค่ะ มิ้วกี้ไม่อยากมองเลยนะคะ มองขึ้นไปทีไรจะร้องไห้ทุกที แล้วก็แบบมันแย่มากอ่ะค่ะ แบบแย่ที่สุดเลยอ่ะค่ะทุกคน
โอเคต่อมานะคะ เรื่องนี้ก็เกิดมาตลอดจนถึงปัจจุบันนะคะ คอมเมนต์ก็ยังมีตลอดเกี่ยวกับการหย่าร้างของมิ้วกี้ ซึ่งเข้าใจว่าทุกคนคาดหวังว่าอยากให้ชีวิตรักของมิ้วกี้มันเพอร์เฟกต์แล้วก็มันก็ดีอะไรอย่างเงี้ยนะคะ ก็มิ้วกี้ก็อยากเป็นแบบนั้นเหมือนกันค่ะ มิ้วกี้ก็อยากมีความรักดีๆ มิ้วกี้เป็นคนชอบมีความรักมากๆ นะคะ แล้วก็อยากมีความรักที่ดี แล้วก็อยากอยู่กับใครคนหนึ่งไปนานๆ เหมือนกันอะไรเงี้ย แต่ในเมื่อมันไม่ได้ มันก็ต้องจบแบบนั้นนะคะ ทุกวันนี้ก็ยังคิดว่ามิ้วกี้ตัดสินใจถูกแล้วนะคะที่ทำแบบนั้น ที่จะกล้าตัดสินใจออกมา เรื่องที่เกิดขึ้นเรื่องที่ 2 ก็คือ ไม่นานเลยค่ะ ก็มาจับได้นะคะว่า ผู้จัดการโกงเงินไปนะคะ เบ็ดเสร็จเป็นเงินก็ประมาณ 5 ล้านนะคะ ตอนนั้นก็หนักมากเหมือนกัน แต่ด้วยความที่งานมันเยอะอ่ะนะคะ มันก็ทำงาน มันไม่ได้มีเวลาเสียใจมากนักอะไรอย่างเงี้ยค่ะ เพราะว่ามันทำแต่งาน ทำแต่งานอ่ะค่ะ มันเหมือนชีวิตมันก็ต้องดำเนินต่อไปอะไรเงี้ย บาดแผลมันก็ยังอยู่ในใจเสมอ ไม่เคยหายไปไหนอะไรเงี้ยค่ะ
พอเรื่องผู้จัดการมันแดงอ่ะค่ะ เริ่มก้าวเข้าสู่วิกฤตเล็ก ๆ ละ งานเริ่มน้อยลงนะคะ งานมิ้วกี้เริ่มน้อยลง เริ่มน้อยลงแล้ว แต่ก็ยังมีอยู่ จากคนที่เคยหาเงินได้เดือนละหลายล้านนะคะ ก็งานก็เริ่มลดลง เริ่มลดลง และเริ่มลดลงแล้ว ปุ๊บ ทุกคนอย่าลืมว่ามิ้วกี้มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบคือ บ้าน รถ พ่อ แม่ ลูก ลูกน้องนะคะ มีทุกอย่างที่ต้องรับผิดชอบเหมือนเดิม แต่รายได้มิ้วกี้ลดลงนะคะ ก็โอเค ก็แต่ก็ยังสู้ไว้ ก็สู้มาเรื่อย ๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่เคยบอกใคร เก็บเอาไว้คนเดียว
แล้วก็ผ่านมาไม่นาน ปีที่ผ่านมาอ่ะ คุณพ่อก็เสียชีวิตนะคะ ก็เป็นเรื่องที่เสียใจมากๆ เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่มากๆ นะคะ เป็นการสูญเสียที่ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับมิ้วกี้มาก่อนนะคะ ประสบความสำเร็จได้ออกไปรายการไหนก็ตามนะคะ มิ้วกี้จะพูดตลอดว่าที่มิ้วกี้ประสบความสำเร็จทุกวันนี้ ก็คือมาจากครอบครัว มาจากพ่อและแม่นะคะที่เป็นแรงบันดาลใจของมิ้วกี้นะ มิ้วกี้แบบมีทุกวันนี้ได้นะคะ เพราะมิ้วกี้มาจากศูนย์ ไม่มีอะไรเลย มาจากบ้านเช่านะคะทุกคน บ้านเช่า 3,000 บาท อาศัยบ้านเช่าอยู่ตั้งแต่เด็กอะไรเงี้ย เรื่องคุณพ่อ ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจมิ้วกี้มาก แบบแย่มากๆ เคยเป็นคนที่ออกกำลังกายทุกวัน ซึ่งเพื่อนๆ ที่ติดตามกลับมาก็จะรู้ใช่ไหมคะ มิ้วกี้ไม่ออกกำลังกายเลยมาปีกว่าแล้ว เพราะว่ามิ้วกี้ไม่มีแรงจะทำอะไรเลย ไม่มีแรงเลย ตอนแรกคิดว่าเอ้ยเป็นเพราะอะไร นัดเทรนเนอร์แล้วเราก็เบี้ยวเทรนเนอร์ เราก็ไม่ไป นัดเทรนเนอร์แล้วเราก็โทรไปแคนเซิล เกิดอะไรขึ้นกับเรานะ เราเป็นอะไรหรือเปล่าอะไรอย่างเงี้ยนะคะ
สภาพจิตใจคือแย่มาก แบบพัง ทุกคนฟังนะ เรื่องมันเป็นมาทีละสเต็ปนะมันพังมาเรื่อยๆ ละ มันเริ่มพังมาเรื่อยๆ ละ แล้วก็ด้วยความที่คิดว่าตัวเองอ่ะเป็นคนเข้มแข็ง ต้องรับไหว เราต้องสู้ให้ได้ อึ้มก็ไม่ได้ดีขึ้นนะคะทุกคน จนมาถึงช่วงเวลาที่โคม่า งานเริ่มน้อยลงนะคะ งานเริ่มน้อยลงไปเรื่อย ๆ อาจจะด้วยสภาพจิตใจเราที่มันแย่มากๆ นะคะ มันแย่มากเลยด้วยนะคะ แล้วก็ไม่รู้ว่าด้วยเศรษฐกิจหรือด้วยอะไรก็ตาม มิ้วกี้ก็งานน้อยลงไปเลยอ่ะค่ะทุกคน ในระหว่างนั้นทุกคนก็พยายามบอกมิ้วกี้ว่า เออต้องตัดอะไรทิ้งไหม ตัดใครทิ้งไหม ตัดคนนั้นตัดตรงนี้ตัดตรงนั้นไหมอะไรอย่างเงี้ยนะคะ มิ้วกี้ก็ไม่เลือกทำสิ่งนั้น
จนถึงตอนนี้คะ ใช้ประมาณเวลาประมาณ 2 ปี ขายจนหมดเลย ทุกวันนี้มิ้วกี้ไม่มี Hermes เหลือแม้แต่ใบเดียว แต่มิ้วกี้ไม่ได้เสียใจที่มันไม่เหลือนนะคะ มิ้วกี้คิดมาตลอดว่า มิ้วกี้มาจากศูนย์แล้วพูดเสมอว่า ไม่เคยฝันว่าจะมีบ้านหลังใหญ่ มีรถสวยๆ ขับ เป้าหมายของมิ้วกี้ในชีวิตคือแค่ให้พ่อกับแม่สบาย แล้วครอบครัวมีชีวิตที่เป็นอยู่ที่ดีขึ้น กระเป๋า รถ รองเท้า นั่นคือโบนัสที่มิ้วกี้ได้ ฉะนั้นถ้าวันนี้มันจะไม่มีแล้ว มิ้วกี้ก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไร หรือกระหายต้องไปยืมคนอื่นมาเพื่อรักษาหน้าตัวเอง กำไรที่มิ้วกี้ชอบใส่ที่สุดในชีวิต มิ้วกี้ขายมันทั้งหมดค่ะเพื่อนๆ ตอนนี้เหลืออยู่อันเดียว เหลืออยู่ 1 อัน มิ้วกี้ได้ขายของทุกอย่างที่มิ้วกี้หามาได้ ตอนนั้นมิ้วกี้คิดว่าคนน่ะจะมองว่าอวดรวยมาก ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ทำตัวเป็นรวย ทำตัวเป็นนั่นนี่นู้เลยนะคะ แต่ของเหล่านั้นอ่ะค่ะ ที่มิ้วกี้เอามาแปลงเป็น… เอาเงินที่หาได้แปลงเป็นของเหล่านั้น ช่วยชีวิตมิ้วกี้มาได้ 2 ปีค่ะทุกคน
แต่ทุกครั้งที่มิ้วกี้ขายจะร้องไห้ ถ้าแบบใบไหนที่รักนะคะ หรือของชิ้นไหนที่รัก มิ้วกี้จะร้องไห้ ไม่ได้ร้องไห้เพราะว่ามันพูดไม่ถูกอ่ะ มันไม่ได้ร้องไห้เพราะแบบว่า. สงสารตัวเองที่แบบว่า ทำงานมันเหนื่อยมากๆ เลยกว่าจะได้สิ่งนี้มา แบบทำงานหามรุ่งหามค่ำ นอนดึกตื่นเช้าทุกวันอะไรเงี้ย ข้าวไม่ได้กิน แบบทำงานหนักมากๆ เพื่อเอาเงินมาซื้อสิ่งพวกนี้เก็บไว้ เพราะมิ้วกี้รู้ดีว่าวันหนึ่งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ของพวกนี้ยังจะสามารถเอามาขายได้ ซื้อทองซื้ออะไรเก็บไว้ก็เอามาขายได้นะคะเพื่อนๆ แล้วระหว่างที่เพื่อนๆ เห็นว่า อุ๊ยแม่ไม่ได้ทำคลิปช้อปปิ้งเลย เพราะว่ามิ้วกี้ประมาณตนว่า โอเคตอนนี้เราไม่ได้มีรายได้เยอะเหมือนเมื่อก่อน ถ้าเราจะเอาเงินไปซื้อกระเป๋า เอาเงินไปซื้ออย่างอื่น แล้วคนอื่นล่ะ ครอบครัวล่ะ ลูกน้องนะ จะเป็นยังไง มิ้วกี้ยังชอบของแบรนด์เนมเหมือนเดิมค่ะ หลังจากนี้ไป ถ้าทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมก็ยังซื้อเหมือนเดิมค่ะ แต่แค่วันนี้ยังไม่มีเงินซื้อมันเหมือนเดิม แต่มิ้วกี้ไม่เคยแบบมานั่งคิดว่าไปยืมเงินใครดี เพื่อมาซื้อก่อน รักษาหน้าตัวเอง และที่มิ้วกี้ไม่ได้พูด ไม่ได้เป็นเพราะว่ามิ้วกี้อาย แต่มิ้วกี้รู้สึกว่าพูดไปอ่ะก็ไม่มีใครเข้าใจเราหรอก แล้วเราจะพูดทำไม ไม่มีใครเข้าใจเท่ากับตัวเราเองหรอก ไม่พูดดีกว่า
ตอนนี้กระเป๋าไม่เหลือแล้ว Accessory Bvlgari, Tiffany & Co. นะคะ แล้วก็ Van Cleef ต่างๆ ที่มีมูลค่าหลายๆ แสน มิ้วกี้ขายหมดแล้วค่ะ ขายหมดเลยนะคะ ขายหมดเลยเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ทำไมถึงไม่อยากพูดเรื่องนี้จริงๆ จะไม่พูดเลย ถามเลขาได้นะคะ มิ้วกี้บอกว่า พี่จะไม่พูดอะไรทั้งนั้นจนกว่าวันหนึ่งที่พี่จะดีขึ้นมา เพราะอะไรคะ เพราะมิ้วกี้ไม่ได้ออกมาพูดเพื่ออยากให้คนมาจ้างงานให้เขารู้สึกสงสารเรา มิ้วกี้อยาก ให้คนจ้างงานมิ้วกี้เพราะเห็นในศักยภาพของมิ้วกี้ มิ้วกี้จะแฮปปี้กว่า
แต่ไม่อยากให้มาจ้างงานมิ้วกี้เพราะว่าเห็นคลิปนี้แล้วสงสาร แล้วมิ้วกี้จะไม่ไปไหว้มือยกมือแบบของานทำเถอะนะคะ แบบตอนนี้มิ้วกี้แบบอับจนหนทางแล้วค่ะ มิ้วกี้ไม่ทำอย่างงั้น เพราะว่าไม่ใช่นิสัยมิ้วกี้ ไม่ได้หยิ่งนะคะ แต่มิ้วกี้รู้สึกว่าให้มิ้วกี้ไปนั่งขายอะไรก็ได้อ่ะ คือมิ้วกี้ชอบขายของอยู่แล้ว เมื่อก่อนนี้มีงานไลฟ์ทุกวันนะคะ มิ้วกี้ทำยอดให้กับหลายๆ แบรนด์ได้ดีมากๆ นะคะ ก็บอกตามตรงว่าก็มีน้อยใจเหมือนกันกับบางแบรนด์ที่ลืมเราไปเลยนะคะ กับบางแบรนด์ และก็ยังขอขอบคุณหลายๆ แบรนด์ที่ยังร่วมงานกับเราอ่ะ นั่นหมายความว่าเขายังเชื่อมั่นในศักยภาพของเรา



