เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร

กดติดตาม “ทีวีพูล”

banner

นักแสดงรุ่นใหญ่ “แหม่ม วิชุดา พินดั้ม” ตั้งโต๊ะแถลงข่าวพร้อมทีมกฎหมาย นำโดย ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์, ทนายกุ้ง อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ และเพื่อนสนิท นุ๊ก สุทธิดา เพื่อชี้แจงกรณีตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฉ้อโกง มูลค่าความเสียหายกว่า 40 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงทุนดังกล่าวแม้แต่น้อย

แหม่มเล่าว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากคู่กรณีโทรศัพท์มาแจ้งว่ามีการดำเนินคดีฐานร่วมกันฉ้อโกง และกำลังจะมีการออกหมายเรียกผู้ต้องหา ก่อนจะเสนอให้ “เคลียร์คดี” แต่เธอยืนยันปฏิเสธทันที เพราะมั่นใจว่าไม่ได้กระทำผิด พร้อมประกาศขอสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม

หลังได้รับหมายเรียก เธอพยายามเข้าพบพนักงานสอบสวน แต่ต้องรอการดำเนินการนานกว่า 1 ปีครึ่ง ระหว่างนั้นต้องใช้ความพยายามสืบหาข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง เพราะไม่ทราบรายละเอียดของข้อกล่าวหา และยืนยันว่าคู่กรณีไม่มีหลักฐานที่เชื่อมโยงว่าเธอเกี่ยวข้องกับการรับเงินหรือการลงทุนแต่อย่างใด

แหม่มเผยว่า รู้จักคู่กรณีเพียงผิวเผินจากการแนะนำในงานอีเวนต์เมื่อหลายปีก่อน เจอกันเพียงไม่กี่ครั้ง ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด แต่สิ่งที่ทำให้ตกใจคือ ภายหลังทนายของคู่กรณีได้พูดกับ อี้ แทนคุณ ว่า หากต้องการให้ถอนชื่อออกจากคดี ให้จ่ายเงินประมาณ 2-3 ล้านบาท ซึ่งเธอไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจ่าย ทั้งที่ไม่เคยได้รับเงินหรือผลประโยชน์ใดจากเรื่องนี้

 

ด้าน อี้ แทนคุณ อธิบายว่า คดีมีต้นเหตุมาจากคู่กรณีเดินทางไปทำศัลยกรรมที่ประเทศเกาหลีใต้ และได้พบแพทย์ 2 ราย ก่อนมีแนวคิดจะเปิดธุรกิจคลินิกในประเทศไทย โดยมีการลงทุนกว่า 40 ล้านบาท ซึ่งเป็นการตัดสินใจโอนเงินของคู่กรณีเอง ส่วนแหม่มไม่มีส่วนร่วมในการลงทุน ไม่ได้ถือหุ้น ไม่ได้รับเงิน และไม่ได้ชักชวนให้ลงทุนแต่อย่างใด

อี้ยังระบุว่า เมื่อเขาติดต่อพูดคุยกับทนายของคู่กรณี ก็ได้รับคำตอบในลักษณะว่า หากต้องการถอนชื่อแหม่มออกจากคดี สามารถจ่ายเงิน 2-3 ล้านบาท ได้ ซึ่งเขามองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะหากแหม่มไม่ได้กระทำผิด ก็ไม่ควรต้องจ่ายเงินเพื่อแลกกับการหลุดพ้นจากคดี

ขณะที่ นุ๊ก สุทธิดา เปิดเผยว่า ตลอดช่วงเวลาที่เกิดเรื่อง แหม่มมีอาการเครียดและวิตกกังวลอย่างหนัก เพราะรู้สึกเหมือนถูกกดดันด้วยคดี ทั้งที่ยังไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าคดีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเพื่อนอย่างมาก

 

อีกเหตุการณ์ที่แหม่มยังจำได้คือ ระหว่างเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้กับนุ๊ก สุทธิดา มีชายปริศนาสวมหน้ากากตะโกนด่าว่า “อีขี้โกง” ภายในสนามบิน ก่อนจะพูดว่า “หัวเราะกันเข้าไปเถอะ ทุกอย่างอยู่ในสำนวนหมดแล้ว” และเดินตามทั้งสองอยู่พักหนึ่ง

ภายหลังชายคนดังกล่าวถอดหน้ากาก แหม่มจึงจำได้ว่าเคยพบเพียงครั้งเดียว เป็นเอเจนซี่ในประเทศเกาหลีใต้ และไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัว โดยชายคนดังกล่าวยังบอกกับนุ๊กว่า หากอยากรู้เรื่องทั้งหมด ให้ไปถามบุคคลในวงการบันเทิงที่ใช้อักษรย่อ “ก.” ซึ่งเป็นนักร้องชื่อดังยุค 90

 

ช่วงท้ายของการแถลงข่าว แหม่มกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า คู่กรณีรู้อยู่เต็มอกว่าเธอไม่เคยรับเงิน ไม่เคยโกง และไม่เคยชักชวนให้ลงทุน แต่กลับแจ้งความดำเนินคดี ส่งหมายเรียกไปถึงบ้านที่มีแม่วัยกว่า 80 ปีอาศัยอยู่ ทำให้ครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างหนัก พร้อมย้ำว่า ผู้ที่มีส่วนร่วมทำให้เธอต้องเผชิญกับเหตุการณ์ครั้งนี้ “คิดผิด”

นอกจากนี้ แหม่มยังเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ได้เดินทางเข้าแจ้งความและยื่นฟ้องกลับนักธุรกิจ 2 ราย และทนายความอีก 1 ราย รวม 3 ข้อหา ได้แก่

  1. แจ้งความเท็จ กรณีกล่าวหาร่วมกันฉ้อโกง
  2. แจ้งข้อความอันเป็นเท็จให้เจ้าพนักงานจดลงในเอกสารราชการ
  3. กรรโชกทรัพย์ จากการกล่าวอ้างว่ามีการเรียกเงินเพื่อแลกกับการถอนชื่อออกจากคดี

โดยศาลอาญากรุงเทพใต้ได้นัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น.

 

ข่าวที่น่าสนใจ

เจ๊จงสวนแรง! ชี้ข้าวแกง 40 บาท “โคตรแพง” ย้ำร้านยังขาย 27–32 บาท แนะรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูของจริง

ไวรัลทั้งโซเชียล! ชายชุดทหารเต็มยศโผล่ทุกช็อต จนคนแห่ถาม “ใครเนี่ย?”