เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร

กดติดตาม “ทีวีพูล”

banner

2 สิงหาคม 2569 – นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน โดยย้ำว่า ปัญหาค่าไฟฟ้าราคาแพงเป็นวาระสำคัญ ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งหาแนวทางลดต้นทุนค่าไฟอย่างเป็นรูปธรรม

นายปกรณ์ระบุว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เห็นชอบให้การไฟฟ้าสามารถเริ่มเจรจาปรับปรุงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับภาคเอกชนได้ทันที โดยไม่ต้องเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง

เป้าหมายสำคัญคือการทบทวนเงื่อนไขของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว ซึ่งบางฉบับมีอายุถึง 50 ปี โดยเห็นว่าควรมีการปรับปรุงเงื่อนไขเป็นระยะ เช่น ทุก 10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ตามแนวปฏิบัติสากล

ปัจจุบันฐานราคารับซื้อไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย แต่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าหลายประเภทลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาครัฐต้องพิจารณาว่าราคาที่รับซื้อในปัจจุบันยังสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าหรือไม่

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังอยู่ระหว่างศึกษาการปรับปรุง ค่าพร้อมจ่าย (Availability Payment) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งต้นทุนสำคัญของค่าไฟฟ้า โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้

นายปกรณ์ย้ำว่า การเจรจากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ไม่ใช่การยกเลิกสัญญา แต่เป็นการปรับเงื่อนไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน พร้อมระบุว่าการแก้ปัญหาค่าไฟต้องพิจารณาทั้งระบบ ตั้งแต่การวางแผนกำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) การพัฒนาพลังงานสะอาด การลดต้นทุนระบบสายส่ง ไปจนถึงการเตรียมรองรับเทคโนโลยีพลังงานใหม่ เช่น SMR (โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก) และ ASEAN Smart Grid ที่จะช่วยให้ประเทศในภูมิภาคสามารถซื้อขายพลังงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งผลักดันให้ประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอ ค่าไฟอยู่ในระดับเหมาะสม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขยายโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้อย่างทั่วถึง.