เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร

กดติดตาม “ทีวีพูล”

banner

รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ สั่งกรมป่าไม้เร่งลงพื้นที่ทำความเข้าใจชาวบ้าน หลังสำรวจต้นน้ำปัว จ.น่าน พบพื้นที่เกษตรบนภูเขาสูงและลาดชันบางจุดปลูกข้าวโพดเกือบถึงยอดเขา ชี้ต้องปรับเกษตรเชิงเดี่ยว สู่การเกษตรที่อยู่ร่วมกับป่า พร้อมย้ำ “ประชาชนอยู่ได้ ธรรมชาติอยู่รอด แต่ต้องทำกินภายใต้กติกา”

วันที่ 23 สิงหาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ภายหลังขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจพื้นที่ต้นน้ำ อ.ปัว จ.น่าน ซึ่งได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก ดินสไลด์ และถนนถูกตัดขาด จนประชาชนหลายหมู่บ้านได้รับความเดือดร้อนและต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงเสบียงเข้าไปช่วยเหลือ

 

อาจเป็นรูปภาพของ ภูเขา

 

จากการสำรวจพบว่า ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ทำกินเดิมของประชาชน ยังคงมีแปลงเกษตรบนพื้นที่สูงและลาดชัน โดยบางจุดมีลักษณะเป็น “เขาหัวโล้น” และพบการปลูกข้าวโพดขึ้นไปเกือบถึงยอดเขา ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ต้นน้ำและมีความลาดชันสูง จึงมีความเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดินและน้ำไหลบ่าเมื่อเกิดฝนตกหนัก

นายสุชาติสั่งการให้กรมป่าไม้เร่งลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ที่รัฐผ่อนปรนให้ทำกิน พร้อมย้ำว่าการอนุญาตให้ประชาชนอยู่อาศัยและทำกิน ไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้พื้นที่ได้โดยไม่มีข้อจำกัด แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ลาดชันที่ต้องมีมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำควบคู่กัน

พร้อมเสนอให้ปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวบนพื้นที่สูง ไปสู่การเกษตรที่สามารถอยู่ร่วมกับป่า เช่น การปลูกไม้ป่าพื้นถิ่นยืนต้น และพืชเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่ม อาทิ กาแฟ โกโก้ อะโวคาโด และไม้ผลต่าง ๆ

สำหรับชุมชนบ้านขุนกูน เป็นชุมชนดั้งเดิมที่ประชาชนอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่มานาน โดยบางส่วนอยู่ภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินตามนโยบายของรัฐ ขณะที่พื้นที่ชุมชนบนที่สูงใน 3 ลุ่มน้ำย่อยเหนือพื้นที่เกิดเหตุน้ำท่วม มีทั้งหมด 11 ชุมชน เนื้อที่ไม่น้อยกว่า 4,000 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่ทำเกษตรเชิงเดี่ยวและปลูกข้าวโพด

อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่เริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกษตรแล้ว เช่น หมู่ 2 ต.ภูคา ซึ่งมี 37 หลังคาเรือน หลายครอบครัวเริ่มเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดเพียงอย่างเดียว ไปปลูกกาแฟและพืชเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

 

อาจเป็นรูปภาพของ ต้นไม้ และ ข้อความ

นายสุชาติย้ำว่า รัฐไม่ได้มองประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดั้งเดิมว่าเป็นผู้บุกรุกทั้งหมด แต่เมื่อรัฐจัดพื้นที่ให้ทำกินแล้ว ทุกคนต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและกติกาที่กำหนด โดยเฉพาะการดูแลพื้นที่ต้นน้ำ เช่น การปลูกไม้ยืนต้น การทำเกษตรแบบขั้นบันได ลดการใช้สารเคมี และอนุรักษ์ดินและน้ำ

สำหรับเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ใน จ.น่าน ครั้งนี้ นายสุชาติระบุว่า ต้องนำมาเป็นบทเรียนสำคัญในการบริหารจัดการพื้นที่สูง โดยต้องสำรวจอย่างเป็นระบบว่าพื้นที่ใดควรเป็นพื้นที่ทำกิน พื้นที่ใดควรฟื้นฟูกลับคืนเป็นป่า และพื้นที่ใดสามารถทำเกษตรในรูปแบบที่เหมาะสมได้

ขณะเดียวกัน ได้กำชับกรมป่าไม้เร่งจัดทำข้อมูลพื้นที่สูง พร้อมสร้างความเข้าใจกับประชาชนถึงความสำคัญของไม้ยืนต้น การลดพืชเชิงเดี่ยว และการปรับรูปแบบการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้ควบคู่กับการรักษาระบบต้นน้ำ

ทั้งนี้ จากการสำรวจพื้นที่ต้นน้ำปัว พบว่า ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ยังไม่พบการบุกรุกพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยพื้นที่ทำกินที่พบเป็นพื้นที่ของประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินมาก่อน ขณะที่พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติบางส่วนเป็นพื้นที่ทำกินเดิมของชุมชนที่มีการจัดสรรให้ประชาชนตามนโยบายของรัฐ

ส่วนสาเหตุของน้ำท่วมและดินสไลด์ นายสุชาติระบุว่า มีปัจจัยสำคัญจากปริมาณฝนที่ตกหนัก โดยบางพื้นที่มีฝนสะสมเกือบ 400 มิลลิเมตรในช่วงเวลาสั้น ๆ ประกอบกับสภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงและมีความลาดชัน ทำให้ดินอิ่มตัวจนไม่สามารถรองรับน้ำได้ ส่งผลให้น้ำไหลบ่าลงพื้นที่ด้านล่างอย่างรุนแรงและเกิดดินสไลด์ในหลายจุด

นายสุชาติย้ำว่า จากนี้ต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนและร่วมกันปรับรูปแบบการใช้พื้นที่ให้เหมาะสม โดยมีเป้าหมายให้ “คนอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ และธรรมชาติอยู่รอด” แต่การทำกินต้องอยู่ภายใต้กติกา โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำหรือพื้นที่ลาดชันสูง เพื่อป้องกันความสูญเสียและลดความเสี่ยงจากน้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ในอนาคต

 

 

ข่าวที่น่าสนใจ

คุมสอบผู้ต้องสงสัยปมชายดับในสระสวนเบญจสิริ อ้างผู้ตายไม่ได้สลบ ก่อนโยนลงน้ำ

ลูกบุญธรรมโต้เดือด! แจงปมโฉนด 13 ใบ ลั่นอยู่ดูแลแม่บุญธรรมกว่า 50 ปี ถามกลับ “แบบนี้เรียกแม่กับลูกไหม?”