2 ต.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีการอภิปรายในที่ประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ซึ่งมีการพาดพิง น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย และ นายไท่หยาง ซาง สามีชาวจีนสัญชาติออสเตรเลีย โดยตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจคริปโตและอาชญากรรมข้ามชาติ
นายรังสิมันต์เปิดเผยว่า ในวันที่ 7 ต.ค. เตรียมออกหนังสือเชิญ น.ส.สุชาดา และนายไท่หยาง รวมถึงผู้แทนจาก สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงาน ป.ป.ช. เข้ามาให้ข้อมูลและร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง
นายรังสิมันต์ระบุว่า ข้อมูลที่ปรากฏในขณะนี้เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซีและการลงทุน โดยมีประเด็นที่ต้องตรวจสอบว่าอาจมีความเสียหายหรือการฉ้อโกงเกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ขอสรุปหรือฟันธง เนื่องจากต้องยึดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ พร้อมย้ำว่าจำเป็นต้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน แหล่งที่มาของรายได้ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก่อนพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้เปิดเผยหลักฐาน นายรังสิมันต์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดได้ เนื่องจากข้อมูลบางส่วนต้องนำไปใช้ในวาระอื่น แต่ยืนยันว่าในเวลาไม่นานจะมีการเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ
สำหรับประเด็นที่นายรังสิมันต์ตั้งข้อสังเกต คือ ทรัพย์สินของนายไท่หยางซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1.9 พันล้านบาท โดยมีรายการเงินให้กู้ยืมจำนวนประมาณ 1,440 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงของทรัพย์สินดังกล่าว และตั้งข้อสังเกตว่าเงินก้อนนี้เกี่ยวข้องกับบริษัทหรือกองทุนแห่งหนึ่งซึ่งต่อมาประสบปัญหาล้มละลาย จนเกิดแรงสั่นสะเทือนในวงการคริปโตเคอร์เรนซี
นายรังสิมันต์ยังกล่าวถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดังกล่าวว่า มีบางรายถูกจับกุมและดำเนินคดีทั้งในสิงคโปร์และสหรัฐฯ พร้อมระบุว่ามีข้อมูลบางส่วนที่เชื่อมโยงมายังนายไท่หยาง อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบข้อเท็จจริง
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการพำนักในประเทศไทยของนายไท่หยาง รวมถึงรายการทรัพย์สินและเงินให้กู้ยืมดังกล่าว เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลในบัญชีทรัพย์สินของ น.ส.สุชาดา ซึ่งนายรังสิมันต์เห็นว่ามีรายละเอียดบางส่วนที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะความแตกต่างของตัวเลขและเส้นทางการเงิน
ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ย้ำว่า ข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวถึงเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบ โดยคณะ กมธ. จะพิจารณาเอกสาร หลักฐาน และเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูว่ามีส่วนใดเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป